ข้อควรรู้ ก่อนกู้ซื้อบ้าน อัตราดอกเบี้ย MLR MRR MOR คืออะไร

ข้อควรรู้ ก่อนกู้ซื้อบ้าน อัตราดอกเบี้ย MLR MRR MOR คืออะไร


เรื่องกู้บ้านกับ ดอกเบี้ยบ้าน ดูจะเป็นของคู่กันที่แยกจากกันไม่ได้ และคำถามสุดคลาสสิกเลยก็คือ เจ้า MLR MRR MOR คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และทำให้หลายคนต้องศึกษาพร้อมทำความเข้าใจ ทั้งรูปแบบสินเชื่อ รวมไปถึงคำศัพท์ต่างๆ ที่สำคัญ โดยในแต่ละคำจะมีความหมายแตกต่างกันไปตามประโยชน์ของผู้กู้ซื้อบ้านดังนี้
1. MLR (Minimum Loan Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนดเรียกเก็บลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ในที่นี้หมายถึง มีประวัติการเงินดี หลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอ โดยมักจะใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่กำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ เป็นต้น ตัวอย่าง: ธนาคาร A ออกสินเชื่อในวงเงินกู้ 1,000,000 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย MLR -3.96% ต่อปี โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดทั้ง 3 ปี แสดงว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ย MLR
2. MRR (Minimum Retail Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ ที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ไม่มีประวัติเสียทางด้านการเงิน อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น ตัวอย่าง: ธนาคาร B ออกสินเชื่อที่อยู่อาศัยในวงเงินกู้ 1,000,000 บาท ด้วย ด้วยอัตราดอกเบี้ยบ้านแบบคงที่ MRR -3.125% ตั้งแต่ปีที่ 1-3 หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในเรท MRR -1.50% แสดงว่าอัตราดอกเบี้ยบ้านที่ต้องจ่ายจะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ย MRR
3. MOR (Minimum Overdraft Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ ที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการเบิกเงินเกิน OD จึงทำให้ธนาคารจึงต้องเข้มงวดในการพิจารณาผู้กู้ ทั้งคุณสมบัติของผู้กู้ ประวัติทางการเงิน และหลักทรัพย์ประกัน เป็นต้น ตัวอย่าง: ตัวอย่าง ธนาคาร C ออกสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการจัดสรรที่ดินพร้อมอาคาร โดยอัตราดอกเบี้ยบ้านเป็นรูปแบบวงเงินเกินบัญชี (OD) หรือ MOR ซึ่งจะอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคาร
4. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดให้คงที่ ในระยะเวลาสั้นๆ เริ่มต้นตั้งแต่ 1-3 ปี โดยขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อและธนาคารกำหนด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (Floating Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดตามประกาศ ณ เวลานั้น ซึ่งสามารถขึ้น-ลง ได้ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดเงิน และต้นทุนทางการเงินของธนาคารนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม สำหรับวิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ 1. ดอกเบี้ยเงินกู้แบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) คือ การคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งก้อนตั้งแต่เริ่มทำสัญญา และนำไปหารจำนวนงวดทั้งหมดที่ต้องผ่อนชำระ จะได้ดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ต้องจ่ายแต่ละงวด และแม้ว่าผู้กู้จะผ่อนชำระเงินต้นลดลงแล้ว แต่ดอกเบี้ยจะไม่ลดลงตาม อัตราดอกเบี้ยรูปแบบนี้จะนิยมกับรูปแบบสินเชื่อรถ และ 2. ดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) คือการคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือที่แท้จริง โดยจะเกิดขึ้นเมื่อผู้กู้ชำระเงินกู้แต่ละงวดแล้วถูกนำมาลดยอดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ดอกเบี้ยที่ถูกนำมาคำนวณในงวดถัดไปลดลง ดังนั้นหากผู้กู้ต้องการให้หนี้สินหมดไว สามารถทำได้ด้วยวิธีโปะเงินก้อน อัตราดอกเบี้ยรูปแบบนี้จะนิยมกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย

Share this post