กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เผยธุรกิจรับสร้างบ้านเปลี่ยน ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อได้มืออาชีพ

  • 18879_2
  • 18879_2
  • 18879_2
  • 18879_2

กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เผยธุรกิจรับสร้างบ้านเปลี่ยน ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อได้มืออาชีพ

กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ในปี 2566 ตั้งเป้ายอดขายเอาไว้ที่ 1,200 ล้านบาท เผยธุรกิจรับสร้างบ้านเปลี่ยนไปจากเดิม ผู้ประกอบการในธุรกิจต้องเร่งปรับสร้างบ้านปรับตัว กลุ่มลูกค้ามีความรู้ในการสร้างบ้านมากขึ้น จากเดิมนิยมจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างบ้าน เปลี่ยนมาใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านมากขึ้น ยอมจ่ายเพิ่มขึ้น 5-15% เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และขาดความรู้

นายสุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ กล่าวว่า หลังโควิด-19 ธุรกิจรับสร้างบ้านเปลี่ยนไปจากเดิม ผู้ประกอบการในธุรกิจต้องเร่งปรับสร้างบ้านปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มิเช่นนั้นลำบากไม่สามารถแข่งขันหรือยู่รอดได้ เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป กลุ่มลูกค้ามีความรู้ในการสร้างบ้านมากขึ้น และ จากเดิมนิยมจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างบ้าน เปลี่ยนมาใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านในสมาคมรับสร้างบ้านมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานและบ้านเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดโดยยอมจ่ายเพิ่มขึ้น 5-15%
       นายสุธี ประเมินว่า ตลาดรับสร้างบ้านในปี 2566 ฟื้นตัวเมื่อเทียบกับปี2564 คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยจีดีพีอยู่ที่ 3-3.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้คนตัดสินใจสร้างบ้านมากขึ้น ในภาพรวมคาดว่าน่าตลาดน่าจะโตขึ้น 5-7% อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ในยุโรปน่าจะดีขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ภาคการส่งออกของไทยกลับมาดีขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่องทางในการสร้างรายได้หลักให้ประเทศไทยอีกด้านหนึ่ง น่าจะมีแนวโน้มที่ดี โดยคาดว่าปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทย จำนวน 25-30 ล้านคน ซึ่งคาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มที่ดีน่าจะมาช่วยชดเชยรายได้จากการส่งออกที่หายไปได้
          " ทั้งนี้ แม้ในช่วงวิกฤต แต่ผลประกอบการของบริษัทกลับเติบโตสวนกระแส โดยในปี 2563 บริษัทมียอดจอง 700 ล้านบาท และในปี 2564 บริษัทมียอดขายเติบโตขึ้นเป็น 1,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่บริษัทยังสามารถเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ เนื่องจากบริษัทมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง รวมทั้งการให้ความสำคัญกับคุณภาพการก่อสร้างบ้าน ประกอบกับบริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง จึงสามารถทำการตลาดได้อย่างต่อเนื่องแม้ในยามวิกฤต ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และลูกค้าจะตัดสินใจเลือกใช้บริการรับสร้างบ้านกับบริษัทที่มีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือ สำหรับในปี 2565 บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายเทียบเท่าปี 2564 เนื่องจากนโยบายของบริษัทไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว หากแต่ให้ความสำคัญกับหัวใจหลักที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดได้ทุกสถานการณ์นั่นคือคุณภาพมาตรฐาน อย่างไรก็ดี บริษัทสามารถทำยอดขายได้ทะลุเป้า โดยทำยอดขายได้ 1,100 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนรายได้มาจากบริษัท สมอลล์เฮ้าส์บิวเดอร์ จำกัด ในสัดส่วน 40% บริษัท บางกอกเฮ้าส์บิวเดอร์ จำกัด ในสัดส่วน 40% บริษัท และบริษัท บิวท์ ทู บิวด์ จำกัด ในสัดส่วน 20% และได้มีการส่งมอบบ้านให้ลูกค้าไปกว่า 100 หลัง "
         นายสุธี กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ในปี 2566 บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโต ซึ่งเป็นการเติบโตแบบไม่ก้าวกระโดด และยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานการก่อสร้างบ้าน โดยตั้งเป้าหมายยอดขายเอาไว้ที่ 1,200 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ยังมาจากบริษัท สมอลล์เฮ้าส์บิวเดอร์ จำกัด ในสัดส่วน 40% บริษัท บางกอกเฮ้าส์บิวเดอร์ จำกัด ในสัดส่วน 40% บริษัท และบริษัท บิวท์ ทู บิวด์ จำกัด ในสัดส่วน 20% เช่นเดิม ซึ่งในไตรมาสแรก มียอดจองเข้ามาแล้วกว่า 100 ล้านบาท และในปี 2566 บริษัทจะยังคงตรึงราคารับสร้างบ้านไว้ตามเดิม เนื่องจากได้มีการปรับราคาไปแล้ว 7% ในปี 2565 จากปัจจัยต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น นอกจากนี้ทางบริษัทยังคงทำการตลาดต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคมนี้ทางบริษัท ได้ร่วมกับสมาคมรับสร้างบ้าน ร่วมงาน" งานรับสร้างบ้านและวัสดุ FOCUS 2023" ระหว่างวันที่ 8-12 มีนาคม 2566 ณ อิมแพค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี
“การตั้งเป้าการเติบโตก็ต้องทำ เพราะเป็นความก้าวหน้าขององค์กร แต่ต้องเติบโตอย่างระมัดระวัง และสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือคุณภาพและมาตรฐาน สำหรับ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เราก็จะโตไปเรื่อยๆ โดยโตแบบมีคุณภาพ และลูกค้ายังพอใจ สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน เป็นธุรกิจที่เข้ามาทำง่าย และออกจากธุรกิจง่ายเช่นกัน ในภาวะปัจจุบัน แม้ในองค์กรที่ดำเนินธุรกิจมานาน แต่ไม่มีการปรับตัวให้ทันยุค ก็จะอยู่ในธุรกิจยากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น มีความรู้เรื่องการก่อสร้างบ้านมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับให้ทันยุค ต้องทำการบ้านมากขึ้นแสดงความเป็นมืออาชีพในให้บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้า จะทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นตัวเลือกที่ลูกค้าเลือกมาใช้บริการในที่สุด ” นายสุธี กล่าวทิ้งท้าย

 

Share this post