รู้จัก “FlexiFarm”ต้นแบบ “ฟาร์มสำเร็จ”กับโมเดลธุรกิจคอนเทนเนอร์ฟาร์ม นวัตกรรมการปลูกผักสดเน้นสะดวก ปลอดภัย เข้าถึงทุกที่ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

  • 18879_2
  • 18879_2
  • 18879_2
  • 18879_2
  • 18879_2
  • 18879_2
  • 18879_2
  • 18879_2

รู้จัก “FlexiFarm”ต้นแบบ “ฟาร์มสำเร็จ”กับโมเดลธุรกิจคอนเทนเนอร์ฟาร์ม นวัตกรรมการปลูกผักสดเน้นสะดวก ปลอดภัย เข้าถึงทุกที่ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

FlexiFarm(เฟล็กซี่ฟาร์ม)นวัตกรรมการปลูกผักในตู้คอนเทนเนอร์ ทางเลือกใหม่สุดสมาร์ทของการทำฟาร์มในไทย ต้นแบบฟาร์มเคลื่อนที่ได้ โยกย้ายสะดวก ใช้พื้นที่น้อยแต่ได้ผลผลิตคุ้มค่าสร้างโมเดลการบริหารจัดการธุรกิจแบบสำเร็จรูปที่ยั่งยืนพร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและอาหารการกินที่ดี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพท่ามกลางสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

คุณยุทธพงษ์ เผ่าจินดาผู้ก่อตั้ง FlexiFarmกล่าวว่า “สถานการณ์ความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบันมีความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม สภาพเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ โรคระบาดและมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัย 4โดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกินซึ่งเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญด้วยเหตุนี้FlexiFarm จึงถือกำเนิดขึ้น ด้วยความมุ่งหวังที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในยุคปัจจุบันให้ดีขึ้นส่งเสริมความมั่นคงทางด้านอาหาร รับมือกับผลกระทบและทลายข้อจำกัดต่างๆให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่ดี มีคุณภาพ สะดวกสบายและปลอดภัยได้ อีกทั้งยังเป็นโมเดลธุรกิจการปลูกผักที่ดีในอนาคตภายใต้โซลูชั่น“คอนเทนเนอร์ฟาร์ม”ซึ่งเป็นการปลูกผักในตู้คอนเทนเนอร์ โดยคำว่า ‘Flexi’ย่อมาจาก‘Flexibility’ที่สื่อถึงความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนโยกย้าย เพื่อเข้าถึงทุกพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันโดยเฉพาะในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดแต่ในความกะทัดรัดและสะดวกสบายนั้น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยซึ่งจะช่วยให้เจ้าของตู้สามารถบริหารจัดการระบบฟาร์มได้ง่ายและมีประสิทธิภาพทั้งยังสามารถได้ผลผลิตที่ดี ควบคุมได้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพอีกด้วย”

FlexiFarmมีแนวคิดและจุดเด่นสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต 5 ด้านหลัก ได้แก่

สร้างเสริมสุขภาพ (Better Health)ผักจาก FlexiFarmมีความสด สะอาดและปลอดภัย เนื่องจากเป็นการปลูกในระบบปิด ซึ่งเป็นการตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมและมลภาวะภายนอก อาทิ ฝุ่น ควัน และฝนกรด  ปราศจากแมลงรบกวน จึงไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ไร้พยาธิและเชื้อรา และด้วยการควบคุมกระบวนการปลูก ทั้งอุณหภูมิ น้ำ อากาศและแร่ธาตุตลอด 24 ชั่วโมง  ทำให้ผักเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ อีกทั้งยังมีรสชาติที่ดีอีกด้วย

สร้างเสริมความมั่นคงทางอาหาร (Better Food Security)การปลูกผักในระบบปิดทำให้สามารถคำนวณปริมาณผลผลิตที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ได้ผักได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติภายนอกที่จะทำให้พืชผลเสียหายได้ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม และความผันผวนของสภาพดินฟ้าอากาศอีกทั้งช่วยลดโอกาสการเน่าเสียจากแบคทีเรียในกระบวนการปลูกและเก็บเกี่ยวได้ ทำให้ผักเก็บได้นานขึ้นมีผักไว้บริโภคในทุกสถานการณ์ตลอดทั้งปี

สร้างเสริมสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต (Better Work-life Balance)การปลูกผักในคอนเทนเนอร์ฟาร์มของ FlexiFarmนอกจากจะได้ผลผลิตเป็นเสบียงที่เก็บได้ใกล้ตัวเพราะสามารถยกไปตั้งใจกลางเมืองหรือแหล่งชุมชนได้ ยังสามารถต่อยอดเป็นได้ทั้งงานอดิเรกที่สร้างสรรค์และทางเลือกสำหรับการทำธุรกิจที่ดีด้วยธรรมชาติของผักซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง บวกกับโมเดลการบริหารจัดการที่ไม่ต้องอิงสภาพอากาศหรือปัจจัยภายนอกจึงทำให้ผู้ปลูกสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ได้ ลดปริมาณใช้น้ำ ประหยัดเวลาที่ใช้ล้างผัก ทั้งยังใช้สมาร์ทเทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยในการควบคุมดูแลได้จากทุกที่ทุกเวลา จึงเป็นลักษณะธุรกิจที่เอื้อต่อการจัดสรรเวลาให้สมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต

สร้างเสริมสภาพแวดล้อมที่ดี (Better Environment)ด้วยปริมาณการใช้น้ำที่น้อยกว่าการปลูกผักแบบดั้งเดิมถึง 95%และใช้พื้นที่น้อยกว่า

สร้างเสริมการเชื่อมต่อกับชุมชน (Better Community)เกษตรกร FlexiFarmสามารถนำผลผลิตไปแจกจ่ายให้ชุมชนรอบข้างได้ หรือแม้กระทั่งต่อยอดให้เป็นวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่คนในชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ได้ร่วมกันเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกผักที่ดีให้กับลูกหลานในชุมชน รวมถึงนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็ได้

ทั้งนี้ คอนเทนเนอร์ฟาร์มของ FlexiFarmติดตั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัยและเชื่อมโยงระบบทั้งหมดเข้ากับสมาร์ทโฟน ทำให้เจ้าของตู้คอนเทนเนอร์กลายเป็นเกษตรกรยุคดิจิทัลที่สามารถควบคุมกระบวนการทุกอย่างได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส อาทิ สั่งเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบอัตโนมัติผ่านมือถือ ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟ LED พัดลม แอร์, ตั้งเวลาเปิด-ปิดล่วงหน้า, ตรวจสอบและปรับเปลี่ยนอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์แบบเรียลไทม์ ตลอดจนสั่งควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาวะของพืช

นอกจากนี้ ตัวตู้ยังถูกออกแบบให้สามารถปลูกผักได้เต็มศักยภาพของพื้นที่มีการจัดวางจำนวนชั้นปลูกที่เหมาะสมเพื่อผลผลิตที่มากที่สุดต่อ 1 ตู้ โดยตู้มีขนาดกว้าง 2.5 เมตร ยาว 12 เมตร สูง 2.8 เมตร สามารถติดตั้งได้แม้ในบริเวณที่มีพื้นที่จำกัดและหากต้องการผลผลิตที่มากขึ้น ก็สามารถซ้อนตู้กันได้โดยไม่ต้องใช้พื้นที่เพิ่ม

“คอนเทนเนอร์ฟาร์มของ FlexiFarm สามารถเป็นแหล่งอาหารคุณภาพสูงให้กับทุกชุมชนได้ ไม่ว่าจะใจกลางเมืองหรือพื้นที่ใดๆ  ผักที่สดสะอาด ปลอดภัยและใกล้บ้าน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนได้อย่างแน่นอน นั่นคือจุดหมายสูงสุดของเรา”คุณยุทธพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

Share this post