SME ไทยในปี 2569 : จาก “โตเร็ว” สู่ “โตทน” ในเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

  • 18879_2
  • 18879_2

SME ไทยในปี 2569 : จาก “โตเร็ว” สู่ “โตทน” ในเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับการวัดความสำเร็จจากการเติบโตของยอดขาย การขยายสาขา การเพิ่มกำลังการผลิต หรือการขยายฐานลูกค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของ 2569 คำถามสำคัญของธุรกิจอาจไม่ใช่เพียง “เราจะโตได้เร็วแค่ไหน” หากแต่เป็น “เราจะเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างไร”

 

เพราะวันนี้ ความไม่แน่นอนไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นบริบทปกติของการทำธุรกิจ ทั้งต้นทุนแรงงานและพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

นางรุ่งทิพย์ อังคศิริสรรพ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Risk Officer (CRO) ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับ SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย แรงกดดันเหล่านี้ส่งผลกว้างและลึกกว่าที่หลายคนมองเห็น เพราะ SME จำนวนมากมีเงินทุนสำรองจำกัด มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และมีพื้นที่ในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจน้อยกว่าเดิม ความสามารถในการบริหารกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง จึงกลายเป็นปัจจัยชี้วัดความแข็งแรงของธุรกิจในระยะต่อไป

ในบริบทเช่นนี้ “Resilience” หรือความยืดหยุ่นของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงคำที่ใช้พูดถึงการเอาตัวรอดในช่วงวิกฤติ แต่คือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ธุรกิจที่มี Resilience ไม่ได้หมายถึงธุรกิจที่ไม่เผชิญความเสี่ยง หากแต่คือธุรกิจที่มองเห็นความเสี่ยงเร็ว เตรียมแผนรองรับล่วงหน้า และสามารถปรับตัวได้ทันเมื่อเงื่อนไขของตลาดเปลี่ยนไป

ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงในยุคนี้จึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือการสร้าง Operational Agility and Resilience หรือความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยยังรักษาสมดุลทางการเงินและความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจไว้ได้

จาก การเติบโตสู่ คุณภาพของการเติบโต

 

ในอดีต การเติบโตของ SME มักถูกเชื่อมโยงกับยอดขาย รายได้ หรือการขยายธุรกิจ แต่ในปี 2569 การเติบโตที่แข็งแรงต้องมาพร้อม “คุณภาพของการเติบโต” ด้วย ธุรกิจที่ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อัตราการเก็บเงินช้าลง ต้นทุนสูงขึ้น หรือใช้เงินทุนหมุนเวียนเกินความสามารถ อาจเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องได้ ไม่ต่างจากธุรกิจที่ ยอดขายชะลอตัว

 

การเติบโตที่มีคุณภาพจึงต้องพิจารณาหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรักษากระแสเงินสด วินัยทางการเงิน ความหลากหลายของฐานลูกค้าและซัพพลายเออร์ ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และความพร้อมในการเข้าถึง เงินทุนเมื่อธุรกิจต้องการ ทั้งเพื่อรองรับความผันผวนระยะสั้นและเพื่อคว้าโอกาสใหม่ในช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว

ในปี 2569 มี 5 ประเด็นสำคัญที่ SME ควรให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิ

ประเด็นแรกคือ กระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน -  ในภาวะที่ผู้บริโภคและคู่ค้าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น SME อาจเผชิญรอบการเก็บเงินที่ยาวขึ้น การชำระเงินล่าช้า หรือยอดขายที่ผันผวนตามกำลังซื้อของตลาด ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านแรงงาน พลังงาน และวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินสดสำรองกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานะลูกหนี้การค้าอย่างใกล้ชิด เจรจาเงื่อนไขเครดิตให้เหมาะสมกับรอบเงินสด และไม่ปล่อยให้ยอดขายเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการเก็บเงิน เพราะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจที่บริหารเงินสดได้ดี มักมีทางเลือกมากกว่าธุรกิจที่เติบโตเร็วแต่สภาพคล่องตึงตัว

 

ประเด็นที่สองคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน - เมื่อเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น สถาบันการเงินย่อมให้ ความสำคัญกับคุณภาพของข้อมูลทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และความชัดเจนของแผนธุรกิจมากขึ้น SME ที่เตรียมเอกสารทางการเงินอย่างเป็นระบบ รักษาวินัยการชำระเงิน และวางแผนความต้องการเงินทุนล่วงหน้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมในเวลาที่ธุรกิจต้องการ การวางแผนด้านเงินทุนจึงไม่ควรรอ จนถึงวันที่ธุรกิจต้องใช้เงิน แต่ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจยังบริหารจัดการได้ดี

 

ประเด็นที่สามคือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน - บทเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว ตลาดเดียว หรือวัตถุดิบจากแหล่งเดียว อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น ความล่าช้าในการนำเข้า หรือการขาดแคลนวัตถุดิบ SME จึงควรวางแผนแหล่งจัดซื้อสำรอง กระจายความเสี่ยงของคู่ค้า และประเมินผลกระทบ ต่อการดำเนินธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ

 

ประเด็นที่สี่คือรายได้และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคในปัจจุบัน เลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ ประสบการณ์ และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการมากกว่าเดิม SME จึงไม่ควรแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรกลับมาทบทวนคุณค่าหลักของธุรกิจ ทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละกลุ่มให้ลึกขึ้น และปรับสินค้า บริการ หรือช่องทางการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมใหม่ของตลาด ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าหลากหลายและเข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือ กับความผันผวนระยะยาว

 

ประเด็นที่ห้าคือ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความปลอดภัยควบคู่กับระบบอัตโนมัติเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานสนับสนุนองค์กร (Back Office) - การดำเนินงานเชิงพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี การบริหารค่าตอบแทนพนักงาน การจัดการสินค้าคงคลัง และการดูแลฐานข้อมูลลูกค้า หากถูกปรับให้เป็นระบบอัตโนมัติ จะช่วยให้ SMEs สามารถควบคุมต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน และนำทรัพยากรไปต่อยอดการเติบโตและนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

 

ในขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล พร้อมทั้งวางกรอบการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) อย่างเข้มแข็ง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ท่ามกลางบริบทการดำเนินงานที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

 

จากการรับมือความเสี่ยง สู่การสร้างวินัยทางการเงิน

เมื่อความไม่แน่นอน กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ การรักษาเงินทุน หรือ Capital Preservation จึงเป็นวินัยสำคัญของ SME ผู้ประกอบการควรทำ Stress Test กับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เช่น หากยอดขายลดลง 20-25% หากลูกค้ารายใหญ่ชำระเงินล่าช้า 60-90 วัน หรือหากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นกะทันหัน ธุรกิจจะยังรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ และต้องปรับแผนด้านใดก่อน

 

การทำ Stress Test ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความกังวล แต่เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นจุดเปราะบางของธุรกิจเร็วขึ้น และสามารถวางแผนรับมือได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างต้นทุน การบริหารลูกหนี้ การสำรองเงินสด การต่อรองเงื่อนไขกับคู่ค้า หรือการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนใหม่

 

อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การมุ่งเน้นธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทนสูง ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน SME อาจต้องระมัดระวัง การขยายธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องผลตอบแทน ขณะเดียวกัน ไม่ควรหยุดลงทุนในทุกเรื่อง เพราะการลงทุนบางด้าน เช่น เทคโนโลยี ระบบบัญชี การบริหารข้อมูลลูกค้า ช่องทางดิจิทัล หรือการพัฒนาทักษะบุคลากร อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันในระยะยาว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Resilience ไม่ได้หมายถึงการตั้งรับหรือชะลอการเติบโต แต่คือการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างมีวินัย เพื่อให้ธุรกิจยังมีแรงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยง และพร้อมลงทุนเมื่อโอกาสที่เหมาะสมมาถึง

บทบาทของธนาคาร: จากผู้ให้สินเชื่อสู่พันธมิตรที่มั่นคงของธุรกิจ

จากมุมมองของธนาคารพาณิชย์ บทบาทในการสนับสนุน SME วันนี้เปลี่ยนไปจากการเป็นเพียงแหล่งเงินทุน สู่การเป็นพันธมิตร ที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนเงินทุนได้เหมาะสม และเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่สอดคล้อง กับจังหวะการเติบโตของธุรกิจ

ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้ขาดโอกาสทางธุรกิจ แต่กำลังเผชิญโจทย์ด้านการบริหารเงินทุนและความเสี่ยงที่ซับซ้อน ขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ต้นทุนการนำเข้า ความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน หรือการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งยังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงของโลก

ในบริบทนี้ ธนาคารที่เข้าใจธุรกิจ SME อย่างลึกซึ้งสามารถมีบทบาทมากกว่าการให้สินเชื่อ แต่สามารถช่วยผู้ประกอบการ ประเมินความพร้อม วางแผนทางการเงิน เลือกใช้โซลูชันที่เหมาะสม และเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจในเครือข่ายที่กว้างขึ้นได้ เพราะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจผันผวน ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดจากการมีเงินทุนเพียงพอเท่านั้น แต่เกิดจากการมีแผน มีวินัย และมีพันธมิตรที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง

มองไกลกว่าการอยู่รอด: ดิจิทัลและความยั่งยืนคือความพร้อมระยะยาว

นอกเหนือจากการบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงระยะสั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กำลังกลายเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว SME ที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็น การยกระดับกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยี การบริหารข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ หรือการประเมินความพร้อมด้านความยั่งยืน จะมีโอกาสสร้างความแตกต่างและเข้าถึงโอกาสใหม่ในอนาคตได้มากกว่า

เครื่องมือและโครงการสนับสนุนต่างๆ เช่น UOB Sustainability Compass และ UOB FinLab จึงมีบทบาทในการช่วยให้ ผู้ประกอบการประเมินธุรกิจ เห็นแนวทางการปรับตัว ยกระดับสู่ดิจิทัล และพัฒนาศักยภาพที่จำเป็นต่อการแข่งขันในยุคใหม่ โดยเฉพาะสำหรับ SME ที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคงและไม่ต้องการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีที่ SME ไทยต้องกลับมาทบทวนความหมายของการเติบโตอีกครั้ง ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่ ธุรกิจที่ขยายตัวเร็วที่สุด หรือสร้างยอดขายได้มากที่สุดในระยะสั้น แต่คือธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วกว่า บริหารความเสี่ยงได้รอบคอบ รักษาความมั่นคงทางการเงินได้ดีกว่าและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่แข็งแรงกว่า ในวันที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

สำหรับ SME ความยืดหยุ่นจึงไม่ใช่เพียงเกราะป้องกันความเสี่ยง แต่คือความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่ เป็นรากฐาน ของการเติบโตที่มั่นคง และเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจไม่เพียงผ่านพ้นความไม่แน่นอน แต่ยังพร้อมคว้าโอกาสใหม่ เมื่อเศรษฐกิจเดินหน้าอีกครั้ง

Share this post